Koh Chang (Elephant Island), Thailand

มีนาคม 2556 เกาะช้าง

หาดใบลาน

น้องสาวปิดเทอม โทรบอกว่าจะมาเยี่ยมพี่สาว ก็เลยได้ทีวางแผนพาน้องสาวไปเที่ยวทะเลเพื่อให้ได้ผ่อนคลายจากการเรียนและให้เป็นรางวันที่ได้เป็น Top 5 ของห้องเรียน มีหลายที่ที่คิดไว้ ตกลงว่าได้ไปเกาะช้าง จังหวัด ตราด ด้วยความลงตัวของเวลาและความเป็นส่วนตัว ตรวจสอบเส้นทางแล้วว่าไม่น่าจะลำบากเท่าไหร่เพราะเคยเห็นรุ่นพี่ไปแล้วบอกว่าสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน กิจกรรมทางน้ำก็น่าสนใจไม่น้อย ปกติแล้วไม่ใช่นักวางแผน บางทีอยากจะไปไหนคิดขึ้นได้ก็ไปเลย แต่ครั้งนี้แตกต่างเพราะเพื่อนร่วมทางคือน้องสาวของตัวเอง เลยจัดการแผนทุกอย่างเพื่อให้ลงตัวและเหมาะสมที่สุด

เราว่าทริปนี้เป็นทริปแรกที่ได้ร่วมกิจกรรมกับน้องสาวอย่างจริงจัง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคเรื่องของระยะทางระหว่างกัน ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกัน พอต้องเดินทางด้วยกัน หลายๆอย่างเลยต้องปรับแต่ก็ไม่ต่างกับการเดินทางกับเพื่อน ต้องปรับตัวเข้าหากันเพื่อให้สุมดุล ซึ่งก็เป็นการเรียรู้ระหว่างพี่น้อง ได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยเพื่อนร่วมเดินทางมากขึ้นเพื่อให้ทริปครั้งหน้าดีกว่าหรือดีเท่าๆกับครั้งนี้

น้องตุ๊กตา

ขอบคุณน้องตุ๊กตาที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาเยี่ยมพี่สาว

แผนการเดินทางที่วางไว้คือต้องไปสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) ให้ทันรถออกรอบแรก 6 โมงเช้า แต่พอมาถึงรถออกไปแล้วเพราะผู้โดยสารเต็ม เลยได้นั่งรถ บขส. ในรอบ 7.45 น. ถึง ปลายทางอยู่ที่ท่าเรืออ่าวธรรมชาติเวลาประมาณ 13.30 น. ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. รวมระยะทาง 390 กม.

รู้สึกว่านานแล้วที่ตัวเองไม่นั่งรถโดยสารไปเรื่อยๆ ได้มองสองข้างทางที่มีทั้งป่าสังเคราะห์ ภูเขา ตึกเก่าใหม่ บ้านเรือนและผู้คนอย่างน่าสนใจ ปกติเวลานั่งรถมนุษย์เราจะมีช่วงเวลาที่นั่งนิ่งๆแต่จะมองข้างทางแล้วคิดนู่นนี่ไปเรื่อยๆ หลายๆครั้งที่เราเองก็นึกถึงเรื่องของตัวเอง พิจารณาอดีตที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร จะแก้ไขต่อไปอย่างไร ในระหว่างจุดหมายกับปลายทางมีความหมายสำหรับเราเพราะหลายครั้งก็ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิตจากการนั่งรถไปเรื่อยๆแบบนี้

13.30 น. พอถึงจุดหมายจะต้องไปต่อเรื่อ Ferry เพื่อข้ามไปเกาะช้าง รถไปจอดที่ท่าเรือธรรมชาติ เรือจะออกเป็นรอบ ใช้เวลาในการนั่งเรื่องราวๆ 30-40 นาที ท่าเรือที่จะข้ามไปเกาะช้างที่หลายท่า ได้แก่ อ่าวธรรมชาติ  ยุทธนาวี เซ็นเตอร์พอยท์

ในระหว่างนั่งเรือ Ferry ข้ามเกาะ ก็ได้มีโอกาสชื่นชมทิวทัศน์รอบๆ ยอมรับเลยว่าทะเลไทยสวยมาก แน่นอนว่าอยากจะอนุรักษ์ให้สวยแบบนี้ตลอดไปเผื่อให้รุ่นลูกหลานเราได้ชื่นชมแบบที่เราได้เห็นเหมือน ณ ขณะนี้ สังเกตว่าบางช่วงมีเศษพลาสติกจากนักท่องเที่ยว อันนี้เป็นตัวการให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เราไม่รู้ว่าคนในท้องถิ่นเขาช่วยกันรณรงณ์เรื่องนี้หรือเปล่าแต่ภาวนาให้มี ท้องทะเลไทยรวมไปถึงเกาะช้างจะได้น่าชื่นชม มีทรายขาวสะอาด ปะการังสีสันสดใส มองในอีกมุมถ้านักท่องเที่ยวอย่างเราๆมีจิตสำนึกส่วนรวมในการช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ก็คงไม่ต้องรอให้คนท้องถิ่นต้องรณรงค์อะไร

ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง เรือ Ferry ก็เทียบท่าที่เกาะช้าง การเดินทางต่อจากนี้ในเกาะช้างจะมีทั้งรถสองแถวโดยสารและการเช่ามอเตอร์ไซด์ขับเที่ยวรอบเกาะ คนที่จะเช่ามอเตอร์ไซด์ก็ต้องมั่นใจว่าจะประคับประคองรถไ้ด้เพราะบางช่วงต้องขึ้นลงเขาและชัน เราเองเลือกเดินทางโดยรถสองแถวโดยสารเพื่อไปที่พัก ชื่อ Gu’s Bay resort บนหาดใบลาน ค่ารถจากท่่าเรือไปหาดใบลาน 100 บาท หาดใบลานเป็นหาดหนึ่งในจำนวนหลายๆหาดซึ่งอยู่ท้ายๆเกาะ คนส่วนใหญ่จะพักที่หาดทรายขาว

Gu’s Bay Koh Chang

Gu’s Bay resort อ่าวใบลาน เป็นโรงแรมเก๋ๆ เรียบง่าย มีสไตล์เหมาะสำหรับนักเดินทาง backpacker ที่ไม่เน้นความหรูหรา ราคาสมเหตุสมผล ที่สำคัญอาหารอร่อย จองโรงแรมนี้ผ่าน Agoda.com พัก 2 คืน ห้องพัดลม ลักษณะห้องพักมีให้เลือกสองแบบ ภายในห้องสีสันสดใส ห้องน้ำสะอาดพอใช้ แต่ตอนกลางคืนยุงจะเยอะหน่อยแต่ทางโรงแรมมีมุ้งให้กางกันยุง ด้านหลังโรงแรมติดหาดแต่ว่าเป็นโขดหินเล่นน้ำไม่ได้ ตอนพระอาทิตย์ตกดินสวยมาก ถ้าใครชอบเล่นน้ำก็ต้องไปเล่นหาดใกล้เคียง เช่นหาดไ่ก่แบ้ หาดคลองพร้าวและหาดโลนลี่บีช หรือไม่ก็กระโดดลงสระว่ายน้ำที่โรงแรม

สองพี่น้องเข้ามาเช็คอิน ตอนบ่ายแก่ๆ พักที่ห้อง B 7 ในห้องน้ำมีกิ้งกือด้วย บรึ๋ยยยย

Room No. B 7

วันแรกถือว่าเพลียกับการเดินทางเลยเลือกสั่งอาหารจากโรงแรมมาทาน เมนูที่สั่งคือก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล รสชาดอร่อยมาก เข้มข้นกลมกล่อม ได้ความเป็นต้มยำจริงๆ ราคาชามละ 50 บาท ถือว่าคุ้มค่า สองพี่น้องสั่งสองวันติดเลย เย็นนี้ก็มีปาร์ตี้เล็กให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพัก สังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวอายุระหว่าง 22-30 ปี มากับเพื่อน

บางทีก็นึกอิจฉาแบบฉบับการท่องเที่ยวแบบฝรั่ง เขาไปกันเรื่อยๆ มากันสักสี่ห้าคนเที่ยวไปสักสองสามประเทศค่อยกลับบ้าน แต่คนไทยวิถีการท่องเที่ยวแตกต่างออกไป อาจจะด้วยเงื่อนไขต่างๆแต่เราว่าเราชอบ Backpacker อยากไปเรื่อยๆ สักสองสามประเทศแล้วค่อยกลับ น่าตื่นเต้นดี น่าจะได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล Tomyam seafood noodle

ปาร์ตี้เล็กๆยามค่ำคืน บางทีการได้สนทนากับเพื่อนแปลกหน้าก็ทำให้เราลืมช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานในชีวิตไปได้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของแต่ละคน บทสนทนาเกิดขึ้นอย่างสนุกสนาน เฮฮา มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหลายๆประเทศแบบไม่ต้องนั่งคิดถึงภาพลักษณ์อะไรมากมายเพราะวันรุ่งขึ้นเพื่อนแปลกหน้าก็ต้องแยกย้ายกันเดินทางต่อไปตามสถานที่ใหม่ๆของแต่ละคน

วันต่อมาตื่นกันสายหน่อย จากนั้นพาน้องไปเดินเล่นที่หาดไก่แบ้ ไปนั่งดูนักท่องเที่ยวสุนทรีย์กับการอาบแดด ดูหนุ่มก้ามบึ๊กนอนแผ่ร่างในทรายสีขาว สาวฝรั่งนอนเปลือยอกอ่านหนังสือพร้อมดูดไอศครีม นี่คงเป็นการผ่อนคลายที่ปลดปล่อย ปลดกระดุมทุกหมด อันนี้เป็นมุก :)

หาดไก่แบ้

P1001147

น้ำทะเลใสๆ ทรายสวยๆ ทำให้ชีวิตสดใสขึ้นเป็นกอง ไม่แปลกว่าทำไมคนเราถึงชอบดื่มด่ำกับทะเล

มื้อเที่ยงน้องสาวขอมา พีี่สาวอย่างเรากล้าขัดใจซะเมื่อไหร่เพราะสิ่งที่น้องขอก็เป็นสิ่งที่เราต้องการเช่นกัน สองพี่น้องนั่งรถสองแถวโดยสารที่หมู่บ้านบางเบ้า ท้ายๆเกาะ เป็นแหล่งร้านอาหารทะเลสดๆ ทอดเรียงรายกันตามเส้นทาง เราเลือกร้านอาหารร้านหนึ่ง เมนูที่สั่งคือ ต้มยำกุ้ง ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ยำปลาหมึก อาหารพื้นๆที่หาทานได้ทุกที่แต่เราก็ดันทุรังไปสั่งถึงหมู่บ้านบางเบ้า

Fried octopus with salty egg

 Octopus spicy saladอิ่มหนำสำราญกันไปตามสมควรเราก็เดินดูของที่ระลึกในหมู่บ้านนิดหน่อยแล้วก็กลับที่พัก เย็นนี้มีนัดเล่นน้ำกันที่สระว่ายน้ำของโรงแรม

ตกเย็นก็เป็นอีกคืนที่ Backpacker ออกมาดื่มและสนทนากันแต่คืนนี้จบกันเร็วหน่อยเพราะหลายคนมีแผนไปดำน้ำที่เกาะอื่น

วันสุดท้ายของการมาพักผ่อนที่เกาะช้าง ในช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของน้องสาวคือการได้เล่นน้ำที่หาดคลองพร้าวตอนที่หาดคนยังไม่เยอะมาก ปกติไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำตอนเช้าเพราะคลื่นยังแรงอยู่ อากาศยามเช้าดีมาก สดชื่นหายใจเข้าออกได้เต็มปอด ลมทะเลพัดโชยมาเอาหน้ารับลมผมปลิวไสว งานนี้ถึงผิวจะไหม้ก็ยอม เราปล่อยให้น้องสาวเล่นน้ำคนเดียว ส่วนเราขอเดินสูดเอาอากาศดี ชื่นชมผู้คนในยามเช้าที่คงจะมาเดินรับลมทะเลเช่นเดียวกับเรา รอบนี้ไม่ได้ทำกิจกรรมดำน้ำดูปะการัง แต่คิดไว้ว่าถ้ารอบหน้ามาอีกจะไม่ยอมพลาดกิจกรรมโปรดแน่

ณ หาดแห่งนี้จะมีเจ้าชายหมา ดาราประจำหาดที่เป็นมิตรกับผู้มาเยือน และดูแววตาแล้วน่าจะเป็นหมาที่มีความสุขที่สุด มีอิสระ ได้เดินตามชายหาด นอนอาบแดด นอนมองผู้คนเดินผ่านไปมา เดินไปทักทายผู้มาเยือนบ้างเป็นครั้งคราว เจ้าตัวนี้ใครเห็นก็หลงรักในความขี้อ้อน

น้องสาวได้เล่นน้ำสมใจแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ อาหารมื้อสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ที่ Gu’s Bay คือผัดกระเพาหมูไข่ดาว ตามแบบฉบับกระเพาของแท้ต้องไม่ใส่ถั่วฝักยาว รสชาดอร่อย กลมกล่อม เช่นเคย

P1001032

เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

ขอบคุณผู้ร่วมเดินทางที่น่ารักที่สุด

Bali Eco Cycling Tour

I had a great experience to explore Bali in different way

Bali Eco Cycling Tour is one of my favorite activities to relaxing, leaning and exercising. I love original, spirit of rural Bali,  greenery, mountain, waterfall and all kinds of natural. If you like to try cycling, make sure your body is fit, your heart is ready and be healthy. Recently Eco cycling tour at Ubud is getting famous for western tourists.

The early morning tour began by driving to the spectacular wonderful of  Kintamani to have buffet breakfast at restaurant where nearby volcano call Mt. Batur and look over round crater lake. I breakfast with stunning atmosphere, looking the sunlight pass through the clouds, it’s amazing. After breakfast, next place before start cycling guide drove our group to organic farm to show process of coffee making from musk, cacao tree, vanilla tree and many more. I enjoy experienced how to make roasted coffee on stove step by step meanwhile the conversation happend during this show and last stop I tried many kinds of organic juice as they served to visitor. They also sell provided products if some visiors like  to buy and pick up homeland. I personally like smell of lemongrass juice and hot pure cocoa was bitter strong.

Later than that guide off group on mountain bikes through the road, this line is along the way back to heartland of Ubud, travelling downhill on small village roads, on the way cycling guide will drop on some villages to learn about tradional countryside house style, cooking style, living cultural, Balinese daily life and enjoying to take picture, at the time guild will explain historic, organize relation in family, how things changed etc. I prefer unique cultural to how they live which very simply, slow but meanwhile thier family are all respect each other.

The way down surrounded by panorama rice paddies, green and yellow combined. weather was very nice fully of oxygen air and I walked to see some farmers were growing rice on mud. I cycling through temples, guide told us about Hindu ceremony, big banyan tree, wood carving shop, fighting chicken and elementary school – I like the moment that Children calling out Hello, Hello to me and everybody, sounds happy when they see tourist is passing, 20 minutes later group has stopped beside the river and these mean finished of Eco cycling tour UNLESS somebody including me (3 persons, I am only a girl) still want to bike to lunch place 30 minutes far. To my destination wasn’t the way down cycling on this way was hardly difficult to me, I have to bike long way up hill and I felt extremely exhaust, sweat cover around to be wet but finally I reached the destination with safely and proud of myself. The destination is beautiful feeling.

At the lunch place, I couldn’t eat too much after. All driver drove us back by mini van to hotel at 3-4 pm. member say goodbye and we were almost the last person in van. I love Eco Cycling Tour in Ubud where beautiful place, rich of museums, shops and show performance. I am sure will come again in near future.

What to bring :

Wear running shoes, small backpack for easy access to camera

Price : 360.000 Rp.

P1120492

Cocoa

learn how to make coffee roasted

learn how to make coffee roasted

Tester

Tester

P1010068

overlook rice paddies

overlook rice paddies

tiny village road

tiny village road

P1010083

P1010070

Big Banyan Tree

Children greeting hello

P1120586

P1010086

Macau and Hong Kong – Somethings in commons

Hong Kong here we are!

I’ve said that when my feet step on the island of civilize, it’s not far from Thailand but I’ve never been so far.

This trip I booked the air ticket for over a year from www.airasia.com but I was indeed excited to wait and finally I got lots of fun with the 3 of royalty friends.

Travelling on this island you got an easy plan, I prefer the excellent transportation such as MTR subway, local bus, taxi and Tram (Hong Kong people call “Ding Ding”)

Here I have an information about this trip

Budget : For 4 days – 10,000 Baht ($350)

Transport : MRT, bus, monorail and taxi

Food must try : Rice Gruel with pork, Xiao Long Bao, Dim Sum and Pekking Duck

Place to visit : Lady Market, Hong Kong Disneyland, Harbor Mall, Repulse Bay, Victoria Peak and Ocean Park

Restaurants : Tao Heung Restaurant@Carnavon Road, Crystal Jade Xiao Long Bao, Law Fu Kee Restaurant.

To Macau : China Ferry Terminal (33 Canton Rd., Tsim Sah Tsui) and The Macau Ferry Pier (200 Connaught Rd.,).

Ps. if you get lost anywhere you can ask local people with well English, no matter what their face acting like, they are just busy!

222167_10151170493489316_429298942_n

Our first day/night arrive at Macau International Airport, The Macau immigration is efficient processing unless you have no stuff to declaer, from Airport to Macau Ferry Pier can take taxi or walk but for walking I recommend  at day time. Tonight we will cross this island to Hong Kong by ferry it takes an hour.

Stay in Hong Kong couple nights at a small guesthouse ( Garden Guesthouse, Nathan Road Tsim Sha Tsui).

The first late night was just hang out somewhere around Ladies Market to get some meal for dinner. We tried mango jello, fried octopus, fried fish and fish ball at the corner of Nathan road, I think this shop is so famous, about the taste was ok …

Check out the price for drinking in Hong Kong – water 1.5 liter cost 8 HKD (40 Baht) but beer totally cheaper than Thailand.

Famous Mango Juice

Tsingtao Beer can see everywhere in Hong Kong or Seven Eleven

Visit Hong Kong should try signature food of Chinese such as Dim Sum or Xiao Long Boa this morning we go to Tao Heung Restaurant@Carnavon Road, lots of Chinese people waiting and staffs won’t smile or speak English hahaha anyway we are about to get some and finally breakfast comes and we were enjoy eating.

246673_10151170505639316_1473452866_n

Goose Feet, Guess what's the taste?

After breakfast we head to Hong Kong Disneyland by subway Disney Line, I amaze how they create wonderful line for kids and people who love disney characters ; Micky Mouse window, Snow white seat etc. The ticket for entrance is about 1500 Baht ($50) for 1 day on weekend this place is for family and kids, we gotta wait for adventure at each station for 30 minutes over, tourist can go anyday but Mon-Fri to escape crowded people.

Me: I like some playthings such as U rolling – heart breaking machine ! our body are falling down from machine when seated then fly and fall, fly and fall about 3-4 minutes, exploring the univers station which suffused stars, orbit, sphere with darkness and high speed train line, it was excited but aging people should be aware hahaha.  The last show before we leave is about The Lion King there is a wonderful and funny time in Disneyland afterall, btw the parade of all characters from Disney can’t make us pass by as well.

At Disneyland Hong Kong

Disney Parade

Empty of energy make us feel so hungry! we go to Crystal Jade Xiao Long Bao, Harbor Mall to craving. This is our huge dinner.. order like crazy, eat like starve for whole year, most of menu which we order is delicious but one menu that nobody can finish is steamed PIGEON, honestly the pigeon isn’t for eating as I know in home country but Chinese have big pigeon farm for restaurant business I guess Chinese eat it normally. The pigeon taste likes duck but smell like dead, yuck!                                                                        

Cost about 2500 Baht ($85)

Xiao Long Bao from Crystal Jade, Harbor Mall

408761_10151170547674316_829292448_n

Chrystal Jade Xiao Long Bao, Harbor Mall

Chrystal Jade Xiao Long Bao, Harbor Mall

199962_10151170548689316_601351596_n

Chrystal Jade Xiao Log Bao, Harbor Mall

Chrystal Jade Xiao Log Bao, Harbor Mall

Sasha shop is for fragrance lover we’ve spent a lot of money for this stuffs  then head back the tiny guesthouse.

In the morning we try a  famous restaurant where Thai tourist has recommended name ‘Law Fu Kee Restaurant’ G/F, 144 Queen’s Road Central Tel. 2543 3881, it’s only one small block part of the whole building, the shop manager can speak a Thai in basic, he pleasure to make conversation with smiling and take good care of us. I bet many Thais comes this branch and order almost the same menu, main menu at here are congee, dry wanton noodle, shrimp dumpling soup, fried fish ball and fried green kale with oyster sauce.

Law Fu Kee Restaurant

Dumpling

Law Fu Kee Restaurant

Our plan for today is make a pilgrimage to Guan Yin at the temple in high building background and chill out at Repulse Bay by local bus; super VIP at central terminal, the bus very clean and comfortable seat. I can’t remember bus number which pass the repulse bay but the bus we take will be last stop at International School and have to change to small bus to get there. The temple and repulse bay are the same area. For me this bay is ordinary and high temperature at that time.

In the afternoon of the 2nd day is free time for us to shopping especially perfume, we walk in the market at Wan Chai  then go to see The Symphony of Lights (SOL) at Harbor Mall. The show time is stage every night at 8 pm. multimedia lighting display confederate between the island to show how colorful accompanied by orchestra music Victoria Harbor is best location where recommend but not sure Harbor Mall and Victoria Harbor are the same place or not?  we just drop this good area to see lighting spectacle and take few picture with free of charge then walk forward rush steps to take ferry to Macau.

The Famous Buddha Temple for Thai people

We take ferry to Macau at China Ferry Terminal 9 pm arrive 4 stars Metro Park Hotel, get half price of hotel rate  on Mon-Thu but Fri-Sun is double price increase due to highly demand from gamblers. The restaurant for dinner is random 200 meters from hotel it’s the Chinese restaurant with only Cantonese and pictures so we can’t understand menu, the staff and owner can’t speak English as well but they are so friendly people include customers pleasure to help, try to find picture and communicate, they think we are Indonesian hahaha.

We order many kinds of Chinese-Cantonese food which different from real Chinese food, our menu are a bit spicy and tasty. I would like to recommend this restaurant to you all unfortunately I’m not able to describe anything even name but the location nearby Metro Park Hotel walk on left then pass the public garden, cross traffic and the restaurant will be on right side.

408882_10151170583654316_679979414_n

578373_10151170582924316_47277392_n

578398_10151170574399316_1680665715_n

Everyone acting like the same in the world, thumb and 2 fingers

Macau is entertainment complex city, at night time the city is so plenty of color lights from casino, hotels and shopping mall we walk along the street to touch night life, actually the city is quiet, few people are walking, few cars are driving I wonder where they live but the answer comes later when we get into Sands casino, now I know where people live and spend their life and I assume not only Macau but in every Asian countries which have casino. Casino is interesting place for us too, we try to play slot machine and blanker nobody expert about…The result – we are totally lose  but these mean good experience.

Sands is hospitality including luxury hotel and shopping center, in casino area is forbidden to take picture. We also visit model city and Macau Fisherman Wharf.

560272_10151170593454316_1066490411_n

185286_10151170589049316_1469631912_n

303272_10151170586709316_1692137445_n

Check out mini mart in Macau the price more cheaper than Hong Kong such as water 1.5 liter 25 Baht. Hong Kong dollar can use in Macau with rate 1 HKD = 1 MOB (Macau money).

4th Day of our trip mean the last day of journey still have 2 famous places to go

1. Ruin of St. Pual’s (officially enlisted by Unesco world heritage) the must visit landmark in Macau surrounded by egg tart shops, sweet pork shops and souvenir shops, the architect is still mix between Chino-Portuguese so attractive. As I know this church was destroyed by a  fire from typhoon in  1835. I like this place.

2. Venetian casino and entertainment  complex (Biggest casino in Asia)  before go to airport we drop to survey this place it’s a cool place, attractive decorated especially virtual sky, huge casino with many kinds of slot machine and huge luxury fashion stores, friends of mine play blanker and lucky her, she can make money from machine!

From Venetian casino have free bus service to the airport – depart in every 1o minutes or when full of passenger. The immigration at departure checking more district than arriving. And in the airport  free wi-fi is provide 30 minutes for passenger.

185012_10151170595404316_71373285_n

IMG_20120904_132920

Famous Egg Tart at Ruin of St. Pual's

388816_10151170639719316_2029151613_n

IMG_20120904_154307

532167_10151170589384316_1686418535_n

Why I say Macau & Hong Kong –  Somethings in commons?

Because Macau is one of the two special administrative regions of the People’s Republic of China, the other being Hong Kong. They are Chinese, they are neighborhood and both islands are good economic. But the difference things as I know are speaking(HK-Mandarin, English /Macau-Cantonese, Portuguese, English) , food (HK-Chinese, Western /Macau-Chinese-Cantonese, Western) and transport (HK-Taxi, Bus, Subway, Tram/ Macau-Taxi and Bus) and life style (HK -busy/ Macau-Slowly, simply life)

This information is fact from what I see you all might think opposite and disagree. :)

Ho Chi Minh City (Discovering the long journey)

Ho Chi Minh City

ทริปนี้เป็นทริปข้ามปีเพื่อไปเคาท์ดาวน์กันที่ชายหาดของประเทศเวียดนาม รวมการเดินทาง 7 วัน เราเริ่มเดินทางกันวันที่ 29 ธันวาคม 2555 ตอนบ่ายแก่ๆ จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1.20 ชม. หรือเร็วกว่านั้น เท่าที่เห็นบางเที่ยวบินใช้เวลาเดินทางจริงแค่ 1 ชม. ถือว่าเร็วมากไม่ต่างจากเดินทางไปภาคใต้หรือภาคอีสานตอนเหนือของไทยเรา

ตอนอ่านหนังสือท่องเที่ยวเรากะว่าจะใช้บริการรถโดยสารประจำทางเข้าไปใกล้ๆตลาดเบนธ่าน เพื่อไปหาโรงแรมที่พักแต่ด้วยเหตุที่ว่าเที่ยวบินไปถึงสนามบินโฮจิมินห์ตอนหกโมงเย็น ซึ่งจะเป็นรถรอบสุดท้าย ถ้ารวมเวลาผ่าน ตม. ก็อาจจะไม่ทัน ดังนั้นเราเลยต้องใช้บริการแท็กซี่เข้าเมืองเพื่อไปโรงแรมที่พัก

P1000090

จากสนามบินโฮจิมินห์ไปย่านใจกลางเมืองค่อนข้างไกลและถ้าเป็นตอนเย็นก็ืถือว่าเป็นช่วงเวลารถติดเหมือนกัน ราคาค่าแท็กซี่จะไม่ค่อยแตกต่างกันมาก จะประมาณ VND 130000 แต่เขาจะบวกค่าสนามบินด้วย คือรวมๆแล้วเขาจะคิด VND 150000 คำแนะนำในการใช้แท็กซี่เพื่อไปโรงแรม ชื่อโรงแรมไม่สำคัญเท่าอยู่ถนนอะไร ถ้าคุณบอกว่าจะไปถนนอะไรได้ เขาก็จะหาโรงแรมได้ง่ายมากขึ้นค่ะ และบริษัทที่ให้บริการน่าเชื่อถือที่สุดจะเป็น Vinasun เท่าที่ใช้บริการทุกบริษัทต้องยอมรับว่าไม่มีบริษัทไหนโกงเลยค่ะ ดีกว่าเวียดนามทางตอนเหนืออย่างเช่นฮานอยมาก ที่โฮจิมินห์แท็กซี่จะมีระบบตรวจสอบ มีนามบัตรพร้อมชื่อพนักงานให้ แต่ยังไงก็ขอให้ไม่ประมาทกันค่ะ

จากสนามบินไปโรงแรมใช้เวลาประมาณ 1 ชม. บวกลบนิดหน่อย โรงแรมที่พักคืนแรก 29 ธันวาคม 2555 ชื่อโรงแรม ANH THI3, 9 Yersin road.. คุณภาพห้องกับราคาที่จองไว้ถือว่าไม่เลวค่ะ ประมาณ 600-700 บาท พร้อมอ่างอาบน้ำสำหรับคนที่ต้องการแช่น้ำอุ่น wi-fi ฟรี แต่สัญญาณจะแรงชั้นแรกตรงเคาท์เตอร์ต้อนรับ พร้อมอาหารเช้าแบบง่ายๆแนะนำให้สั่งเป็นก๋วยเตี๋ยวอร่อย กลมกล่อม เจ้าของโรงแรมใจดี มีมิตรสัมพันธ์ สื่อสารภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว ส่วนภาษาไทยได้แค่คำว่า สวัสดีครับและขอบคุณครับ อิอิอิ ที่สำคัญโรงแรมนี้รับสัญญาณ True Vision ได้บางช่อง มีภาษาไทยให้ได้หายคิดถึงบ้านพอสมควร

หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จ เราจะไปจองตั๋ว Mekong Delta 1 day tour เพื่อไปดูวิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำโขงซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของหลายประเทศ ตั๋วที่จองเลือกจาก Sinh Cafe ตอนนี้เปลี่ยนเป็น Sinh Tourist อยู่บนถนน De Tham ย่านนี้จะเป็นแหล่งรวมความบันเทิงยามค่ำคืนและไม่ไกลจากตลาด เบนธ่านมากนัก ราคาตั๋วที่นี่ถ้าเปรียบเทียบกับเอเยนซี่ทั่วไปถือว่าราคาสูงกว่าเจ้าอื่นๆ ถ้าใครต้องการประหยัดค่าทัวร์สามารถจองได้กับเอเยนซี่ทั่วไปได้ คุณภาพไม่ได้หนีห่างกันแม้แต่น้อย นอกจากเรื่องอาหารกลางวันที่ Sinh Tourist จัดให้อย่างดี ทัวร์นัดเราเวลา 7 โมงเช้าของวันพรุ่งนี้ 30 ธันวาคม 2555 หลังจากที่มั่นใจว่าได้ตั๋วแล้วเราเลือกเดินหาอาหารในย่านนั้นทานกัน ได้เป็นร้านนั่งข้างทางติดกับ Buffalo Crazy Cafe

ติดหัวมุม มองรอบๆร้านไม่เห็นคนท้องถิ่นเห็นแต่ฝรั่งหัวดำแดงนั่งกระดกเบียร์ ร้านนี้ไม่มีชื่อแต่เป็นร้านเดียวที่นั่งได้แบบนี้ จากอาหารที่สั่งมาถือว่าอร่อยทุกอย่างแม้กระทั่งข้าวผัด รสชาดดีมาก ที่น่าตื่นเต้นคือการไ้ด้ลองทานไข่ต้มร้างรังที่เอาเกลือ มะนาว และพริกไทย มาเป็นน้ำจิ้ม อร่อยดี

อาหารไม่แพงแต่ระวังเรื่องการโกงเพราะเราโดนมาเหมือนกันเหมือนจ่ายเงินไม่ครบแต่รู้ทันก่อนเลยยืนยันว่าให้พอดีแล้ว ค่าอาหารตีเป็นเงินไทยประมาณ 500 บาท นี่รวมเบียร์ 3 ขวดด้วย วันนี้ปิดทริปด้วยเบอร์เกอร์เวียดนาม หรือเรียกว่า  Banh Mi

หลังจากนั้นเราก็เดินหาทางกลับวนไปมาอยู่ 4-5 รอบ สุดท้ายต้องใช้แท็กซี่พากลับโรงแรม ฮ่าๆๆ

เช้าที่ 30 ธันวาคม 2555 ตื่นเช้ามากๆเพื่อเตรียมตัวไปจุดนัดหน้า Sinh Tourist ต้องไป check in ก่อนแล้วจะได้ตั๋วจากพนักงานจากนั้นก็ดูเลขรถหรือถามเจ้าหน้าที่ เขาจะพาเราไปรถทัวร์ได้ วันนี้เป็นคณะใหญ่มากลูกทัวร์ส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนาม จีน ฮ่องกง คนภาคพื้นเอเซียที่เห็นว่าเป็นยุโรปมีอยู่คนเดียว ดูเหงาๆไปเลย เรานั่งรถออกจากตัวเมืองโฮจิมินห์ออกไปเกือบสองชั่วโมงเพื่อไปขึ้นเรือ จากนั้นไกด์จะพาเราล่องเรือไปชมปากแม่น้ำโขง สังเกตุว่าแม่น้ำโขงที่เวียดนามกว้างและลึกมาก ใครสนใจเรื่องราวของลุ่มปากแม่น้ำโขง ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ Mekong Delta และอีกหนึ่งอย่างที่ไม่เห็นในเมืองไทยแน่ๆคือ ชาวเวียดนามบางส่วนไม่มีบ้านที่จะพักอาศัยบนพื้นดินคือจะอาศัยอยู่บนเรือตลอดเวลา นึกสงสัยตอนเวลาน้ำมาหรือพายุเข้าไม่รู้จะอยู่กันได้หรือเปล่า เรือจะล่องไปเรื่อยๆไปแวะหมู่บ้านที่ผลิตงานศิลปะ ทำขนม ทำน้ำผึ้ง และอื่นๆ จนเกือบเที่ยง ไกด์จะพาเราไปพักทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารริมน้ำ อาหารที่นี่คุณภาพดี ปลาแม่น้ำโขงตัวใหญ่เนื้อเยอะ และได้กินอิ่มกันทุกโต๊ะ

หลังจากทานเสร็จแล้วไกด์พาเราไปเดินเที่ยวตลาดขายผักและผลไม้ Vinh Long Market ตลาดนี้มีผักผลไม้เยอะมาก มีทุกอย่างและราคาไ่ม่แพง แต่ลูกทัวร์ส่วนใหญ่ไปนั่งจิบกาแฟคลายร้อนที่ร้านแถวๆตลาด เราเดินสำรวจถ่ายรูปสักพักก็ต้องมานั่งดื่มน้ำมะพร้าวเหมือนกัน วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ที่ตลาด Vinh Long ใกล้กับ Tourist Information มี wi-fi ฟรี ที่แรงมาก ใครได้ไปก็อย่าลืมอัพเดท social media กันนะคะ :)

เสร็จจากนี้จะมีรถทัวร์มาคอยรับเรากลับโฮจิมินห์ รถจะแวะอีกหนึ่งที่เพื่อเข้าห้องน้ำและซื้อของที่ระลึก รถทัวร์พาเรามุ่งสู่โฮจิมินห์ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. มาถึงก็จะเย็นพอดี หลังจากนี้เราต้องรีบมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วรถไฟไปเมืองญาจาง (Nha Trang) ชายหาดอันดับหนึ่งของประเทศเวียดนาม ใครๆก็แนะนำให้เรานั่งรถทัวร์แต่ด้วยความอยากลองเลยตกลงกันว่าจะซื้อตั๋วรถไฟ ตู้นอน ห้องละ 4 คน ตกคนละประมาณ 750 บาท ใช้เวลาเดินทางจากโฮจิมินห์ไปยาจางประมาณ 6 ชม. แนะนำให้ซื้อตั๋วเที่ยวสุดท้ายคือ สี่ทุ่มครึ่ง เพราะจะไปถึงยาจางสว่างพอดี ดูไม่อันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ สังเกตุว่าผู้โดยสารเป็นคนท้องถิ่น อีกส่วนจะเป็นกลุ่มแบกเป้เที่ยวจากยุโรป ประสบการณ์ในการนั่งรถไฟรอบนี้ถือว่าสนุกดีแต่นอนหลับไม่สนิทเพราะตู้นอนจะสั่นตลอดคืน รถไฟของโฮจิมินห์จะบริหารงานโดยรัฐบาลความสะดวกสบายจะน้อยกว่ารถที่บริหารโดยเอกชนเหมือนฮานอยแต่ราคาก็ต่างกันค่อนข้างเยอะ

ก่อนเดินทางไปยาจาง เราแวะไปทานร้านอาหารดัง ราคาไม่แพง ที่ร้าน Nha Hang Ngon Restaurant ตึกมี 2 ชั้น ทุกโต๊ะเต็มหมดต้องรอคิวประมาณ 15-20 นาที แต่อาหารอร่อยราคาไม่แพงมาก พนักงานน่ารักซะด้วยเราห่อปอเปี๊ยะไม่เป็นเขาก็เดินไปเอาถุงมือมาจัดการทำให้ดูเลย รายการอาหารประมาณนี้ค่ะ

รถไฟถึงสถานีญาจางประมาณเกือบ 6 โมงเช้า วันที่ 31 ธันวาคม 2555 พอออกจากชานชาลาจะมีเจ้าหน้าที่เก็บตั๋วคืนนะคะ ห้ามทิ้งเด็ดขาดไม่งั้นมีหนาว พอออกจากชานชาลีก็นั่งแท็กซี่ต่อไปที่โรงแรม Sakura Hotel

เป็นโรงแรมขนาดย่อมมีห้องไม่มากนัก แต่มีพนักงานต้อนรับ 24 ชม. ห้องพักมี 4 ชั้นไม่มีลิฟท์ ต้องหอบชีวิตและสังขารขึ้นไปเอง ภาพรวมยืนยันได้ว่าคุณภาพเต็มเปี่ยม ไม่มีอาหารเช้า wi-fi ฟรีแรงมวาก ห้องสะอาด น้ำแรง พนักงานให้การช่วยเหลือดี ไม่ไกลจากชายหาดเดินแค่ 5 นาที อยู่ติดผับ บาร์ ร้านอาหาร สำคัญ ถึงจะใกล้สถานบันเทิงแต่ห้องไม่มีเสียงรบกวนแม้แต่น้อย ราคาห้องประมาณ 400-500 บาท เข้าไปเช็คในเว็บอโกด้าก็อยู่ในแรงค์ที่ดีมาก ปล.โรงแรมนี้มีจักรยานให้เช่าด้วย

ด้วยความที่ถึงเช้าก็เลยมีเวลาเดินสำรวจของกินตอนเช้า ตกลงว่าจะกินเฝอ (Pho) แนะนำจาก Lonely Planet ชื่อร้าน Pho Hong เจ้านี้ขายเฝอเนื้ออย่างเดียวนะคิดว่า เพราะขนาดสั่งหมูยังได้เนื้อ ชิมดูแล้ว อร่อยฝุดๆ ร้านอยู่ติดสี่แยกก่อนถึงชายหาดประมาณ 300 ม.

Pho

วันนี้อากาศครึ้มลมแรงมาก คลื่นทะเลสูงจนน่ากลัว ไม่เหมาะกับการเล่นน้ำทะเลเพราะอาจจะหายไปกับคลื่นได้ง่ายๆ แต่ก็ยังมีต่างชาตินอนกันตามเตียงสบายๆ พวกเราก็ไปเดินเลาะเลียบชายหาดสูดอากาศดีๆ ที่นี่อากาศดี รถมอเตอร์ไซด์ไม่เยอะเท่ากับตัวเมืองใหญ่ เดินได้พักใหญ่ก็เดินกลับโรงแรมเพื่อไปอาบน้ำแล้วจะไปหาโปรแกรมทัวร์รอบๆ ญาจาง ตอนที่ไปหาโปรแกรมดำน้ำกันแอบขำคนข้างๆ ถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าทีี่ฝรั่งสาวสวยจากอังกฤษ พอเดินออกจากร้านเจ้าถามว่าเขาพูดอะไรมั่ง ฟังไม่รู้เรื่อง ทำเอาฮากันกระจายเพราะสาวอังกฤษพูดสำเนียงออกจะฟังยากสักนิด สุดท้ายเราต้องมาช่วยสรุปให้อีกที

บ่ายนี้เราเช่าจักรยานไปทานอาหารทะเลซะหน่อย หลายคนว่าราคาถูก เหรอ??? ปั่นจักรยานข้ามทะเลมันช่างเหนื่อยเหลือหลาย ตอนขึ้นจุดสูงๆพวกเราก็ฉลาด ลงมาจูงพาจักรยานข้ามไปด้วยกัน อิอิอิ ข้ามสะพานนี้ได้ก็จะมีร้านอาหารทะเลให้เลือกพอสมควรแต่เราก็สามารถเช็คดูราคาว่าร้านไหนเท่าไหร่ แล้วค่อยสั่งให้พนักงานทำมาให้ ตามความคิดนะคะ ไม่คิดว่าถูกอย่างที่หวังไว้เพราะจ่ายไปในราคา 1000 บาทก็ได้ไม่ต่างจากบ้านเราแต่ที่เห็นว่าถูกกว่าไทยเยอะมากคือกุ้งมังกร ราคานี้รวมกุ้งมังกรตัวอ้วน 2 ตัวด้วย

หลังจากทานเสร็จแล้วเราก็ปั่นจักรยานเล่นตามชายหาดไปเรื่อยเปื่อย ชายหาดที่นี่ยาวมากถ้าจะเดินตั้งแต่ต้นจนสุดหาดต้องใช้เวลามาก อาจจะเลือกเริ่มเดินตรงจุดตรงกลางไปด้านโรงแรม Novotel บรรยากาศด้านนี้จะสวยมาก มองเห็นเกาะและทะเลสุดลูกหูลูกตา

คืนนี้มีปาร์ตี้นบถอยหลังสู่ศักราชใหม่ ที่เมืองญาจางจะไม่มีพื้นที่ส่วนกลางให้สำหรับเคาท์ดาวน์ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะอยู่ตามผับและสถานบันเทิงทั่วไป ซึ่งมีพอสมควร หลังจากได้งีบพักเอาแรงก็เกิดอาการหิวคือตอนสี่ทุ่มร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ทยอยปิดแล้วแต่ก็ยังมีหลายร้านที่ยังเปิดเพราะรอรับนักท่องเที่ยวมาดื่มและทานอาหารมื้อดึก ไปเจอร้านอาหารเหมือนร้านอาหารตามสั่งแต่เขาจะขายอาหารเวียดนาม เม็กซิโก และรัสเซียน สั่งมาประมาณ 4 อย่าง พนักไม่ให้สั่งอีกเพราะเขาบอกเยอะมากแล้ว ตอนเสิร์ฟเขาจะทยอยเสิร์ฟไปเรื่อยๆทานแรกๆก็ไม่รู้สึกอะไรแต่มาสองจานสุดท้ายนี่ทานแทบไม่ลง อิ่มมาก จานใหญ่เหมือนที่พนักงานพูดจริงๆ ราคารวมเบียร์ 3 ขวด 500 บาท ถูกเหลือเชื่อ!

เคาท์ดาวน์คืนนี้เรายังไม่ได้เลือกว่าจะไปที่ไหนแต่ถามพนักงานโรงแรมไว้คร่าวๆแล้วว่าอยากจะสำรวจที่เด่นๆของ ญาจาง พนักงานแนะนำไป Sailing Club

เป็นผับที่ตั้งบนชายหาดทั้งคนเวียดนามและนักท่องเที่ยวคึกคัก เสียค่าเข้าคนละ 300 บาท ด้วยความที่ตั้งใจแค่จะไปสำรวจและเคาท์ดาวน์เบาๆ แต่คนที่นี่แต่งตัวกันจัดเต็มมากทำเอาเราต้องไปนั่งหลบในมุมเพื่อไม่ให้โดดเด่นเหมือนแกะดำจนเกินไป นั่งได้สักพักได้ยินเสียง 5 4 3 2 1 เย้ๆๆ ทุกคนก็ Happy New Year กันสนุกสนานเราก็นั่งหลบมุมสวัสดีปีใหม่ไปพร้อมกับทุกคน หลังจากนั้นสักพักก็เดินกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน คืนวันที่ 31 ธันวาคม เรียบง่าย เกินไปไหม :D

ผ่านคืนปีใหม่อันแสนเรียบง่ายไปแล้ว และวันนี้ก็คือปีใหม่ 1 มกราคม 2556

วันนี้เราจะไป 1 Day Tour by Funky Monkey เป็นโปรแกรมนั่งเรือทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ทางทะเลของญาจาง หลังจากนั้นไปดำนำแบบ snorkeling มีทานอาหารกลางวันพร้อมกัน หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมสนุกๆบนเรือ และมีปาร์ตี้ในน้ำคือใครอยากลองดื่มไวน์ก็ให้กระโดดลงน้ำว่ายไปเอาไวน์ตรงจุดที่เขาจัดให้ และปิดท้ายทัวร์ด้วยการไปนอนอาบแดด เล่นกีฬาทางน้ำบนชายหาด

P1000183

รถตู้มารับเราที่หน้าโรงแรมไปรวมตัวกับฝรั่งต่างชาติมีตั้งแต่อินเดีย รัสเซีย ฝรั่งเศส สวิส เกาหลี จีน ญี่ปุ่น หลายชาติมากๆ ถือเป็นเรื่องที่สนุกเพราะทุกคนเต็มที่และได้เห็นฝรั่งหล่อๆใส่ชุดว่ายน้ำ ฮ่าๆๆ ภาพรวมกิจกรรมถือว่าสนุกดี เพราะราคาก็ไม่แพงเลย

ไกด์สามารถเอนเตอร์แทนลูกเรือให้ได้เต้น ร้องรำทำเพลงกันตลอดเวลา เราเสร็จจากทัวร์ประมาณสี่โมงเย็น เย็นนี้เตรียมตัวไปลองอาหารฝรั่งเศส อยู่ใกล้โรงแรมด้วย ไม่ต้องเดินหาไกล หลังจากพักผ่อนนอนเล่น อาบน้ำก็ค่ำพอดี เราตั้งใจเลยว่าจะต้องลองอาหารฝรั่งเศสให้ได้สักมื้อเพราะที่เมืองไทย 1 คอร์สถือว่าราคาสูงมาก วันนี้เราเลยเลือกร้านที่แนะนำโดย TripAdvisor ยอดเยี่ยมในเรื่องของรสชาดอาหารและราคาที่เหมาะสม

ร้านอาหารชื่อ Le Petit Bistro เป็นร้านอาหารไม่ใหญ่มาก มีด้านนอกที่เป็นสวนให้นั่งสูบบุหรี่แต่เอาจริงๆเราเห็นคนฝรั่งเศสที่มานั่งร้านนี้สูบบุหรี่กันข้างในแบบไม่เกรงใจคนรอบข้างเลย ไม่รู้เพราะไม่เกรงใจหรือเป็นวัฒนธรรม นี่เป็นการทานอาหารฝรั่งเศสจริงๆจังๆครั้งแรก เข้าไปก็แบบก่งก๊งมากไม่รู้จะสั่งกันยังไงนั่งดูกันเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะอายที่จะถาม แต่พอตกลงกันได้ว่าจะกินอะไรก็สั่งแบบพนักงานต้องเตือนอีกแล้วว่ามันมากเกินไปนะยู ด้วยความที่ชินกับเมืองไทยคือเราจะรู้ว่าปริมาณเท่าไหร่ แต่ที่นั่นปริมาณอาหารในจานจะเยอะกว่าไทย 2 เท่าในราคาที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ คืนนี้เริ่มด้วยจานนี้เลย

จานนี้มีเท่านี้แหละค่ะ ผักกาดหอมกับเนื้อเป็ด รสชาดเปรี้ยวๆแต่อร่อยดีนะคะ เหมือนจะช่วยย่อยด้วยถ้าคนไม่ชอบเปรี้ยวทานไม่ได้แน่ๆเพราะมันเปรี้ยวจริงๆ ต่อด้วยทั้งหมดนี่

จานนี้ก็ใหญ่มาก จะใหญ่ไปไหน ฮ่าๆ Super Giant Pork Shank

นี่เป็นส่วนหนึ่งของมื้อค่ำอันแสนจะอิ่มจนนอนไม่ได้กันเลยทีเดียว มีห่อกลับสองจานสุดท้ายด้วยเพราะไม่ไหวกันจริงๆ

จบจากมื้อค่ำเราก็ไปเดินย่อยบนชายหาด อากาศดีและลมเย็นสบายมาก ยังได้โอกาสไปแอบดูชาวเวียดนามจีบกันตามพุ่มไม้ด้วย ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ หึหึ

วันที่ 2 มกราคม เป็นวันสุดของญาจาง วันนี้ทำตัวสบายๆ ตอนเช้าไปเดินเล่นชายหาด ทานเฝอ ดื่มกาแฟเวียดนาม ส่วนตอนบ่ายเราไปโบราณสถานของเมืองนี้ ซึ่งแตกต่างจากที่เคยเห็นแนวฮินดูมากกว่าจะเป็นพุทธ ที่นี่ก็ไม่ไกลจากชายหาด โบราณสถานนี้ชื่อว่า Di Tich Thap Ba Ponagar Nha Trang ตามความเชื่อของชาวฮินดู

DI TICH THAP BA PONAGAR NHA TRANG

ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้ที่นี่ค่ะ  Po Nagar

ต่อจากนั้นเรานั่งแท็กซี่ไปที่สปา ใครๆก็อยากไปทำสปาที่นี่เพราะว่าเป็นสปาโคลน! ของเขาดีจริงๆ ตอนคิดถึงแช่โคลนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะทุกคนต้องเตรียมชุดว่ายน้ำมาด้วย ไอ้เราก็เขินๆแต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แพคเก็จ มีหลากหลายมาก ต้องเลือก ณ จุดขายตั๋ว ลองดูที่เว็บไซด์ได้ค่ะ Thap Ba hot spring Center  การลองแช่โคลนเป็นประสบการณ์ที่ใหม่มากๆและยอมรับว่าช่วยผ่อนคลายและทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นจริงๆ ตอนเราเข้าไปเขาจะให้ฝากของทุกอย่างถือเข้าได้อย่างเดียวคือผ้าเช็ดตัว ต่อจากนั้นจะมีพนักงานคอยแนะนำว่าต้องทำอะไรก่อน ถึงที่นี่จะใหญ่มากแต่รับรองไม่หลงเพราะพนักงานต้องคอยดูเราเนื่องจากมีหลายแพ็คเก็จและราคาไม่เท่ากันเพราะฉะนั้นพนักงานจะคอยมองลูกค้าไม่ให้ลักไก่ได้

ก่อนที่จะลงบ่อโคลนต้องล้างตัวด้วยน้ำแร่ซะก่อนเพื่อปรับอุณหภูมิ หลังจากนั้นพนักงานจะเปิดโคลนในอ่างน้ำในเราลง ไม่มีกำหนดเวลาในการแช่แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าแต่ละคนจะอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง คงเพราะเหมือนโดนต้มในหม้อ หลังจากนั้นต้องไปล้างตัวด้วยน้ำแร่อีกที แล้วไปต่อด้วยการนวดร่างกายด้วยน้ำ แล้วค่อยปิดท้ายด้วยการแช่ในน้ำแร่ ขั้นตอนนี้สุดชื่นที่สุดไม่อยากลุกเลย สบายผ่อนคลาย ไม่ผิดหวังแน่นอน ใครมีโอกาสไปญาจางต้องแวะนะคะ แนะนำเลย (แต่เสียดายไม่มีรูปเพราะพกไปด้วยไม่ได้กลัวเลอะโคลน)

กว่าจะเสร็จจากสปาก็เกือบสามทุ่มแล้ว ต่อไปก็ต้องกินค่ะ ไปหาร้านดังอีกแล้วคือดังจากฝรั่งต่างชาตินะคะ คนไทยคงไม่สนใจหรอกแบบนี้เพราะร้านที่เราไปเป็นเหมือนร้านปิ้งย่าง ชื่อร้าน Lac Chan Restaurant เตาที่ใช้ย่างจะประมาณนี้

 

ของที่เอามาย่างก็ประมาณนี้ น้ำจิ่มก็เหลือใส่พริกไทยผสมมะนาว ไม่รู้เราสั่งไม่เหมือนคนอื่นหรือเปล่าแต่ไม่อร่อยเลย ร้านปิ้งย่างไทยกินขาด

เรานั่งกันครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ คือพอมันไม่อร่อยก็เลยจะไปหาของกินข้างหน้า ก็พากันไปหาซุปเปอร์มาเก็ตซื้อของตุนไว้แล้วไปตลาดโต้รุ่งชายหาด

ตลาดโต้รุ่งที่นี่จะขายของที่ระลึกและอาหารเล็กๆน้อยๆ ของก็เหมือนกันเกือบทุกร้านเลยค่ะจำพวกพวงกุญแจ ต่างๆนานาที่ทำจากหอยทะเลย ของเล่นที่เหมือนกับของไทย เดินเล่นสบายๆแต่อาจจะไม่ได้ของอะไร เดินไปสุดถนนมีร้านขนมหวานน่าทานอยู่ร้านหนึ่ง เขาเรียก CHE ราคาไม่แพง 20 บาท ไทย

ต้องกลับไปนอนเตรียมตัวกลับ HCMC พรุ่งนี้เช้า ด้วยสายการบิน Vietnam Airlines ระยะทางจากญาจางไปสนามบินค่อนข้างไกลมากต้องเผื่อเวลาไว้ด้วย ระหว่างทางจะมีภูเขาทรายด้วย สีขาวสะอาดตา ในอนาคตอาจจะมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

สำหรับว 2 วันสุดท้ายที่เหลือของทริปนี้จะเน้นรูปๆ ไม่เน้นเล่าๆๆ เพราะลักษณะจะยาวเกินไปแล้ว =_=

วันที่ 3 มกราคม ถึง HCMC ประมาณ 9 โมงเช้า เรานั่งแท็กซี่ไปที่โรงแรมเดิมที่พักช่วงแรกอีก 2 คืน ได้ห้องเดิมด้วย แถมขากลับมาบอกว่าเราไม่ได้จ่ายตังค่าเครื่องดื่มทั้งๆที่เรามั่นใจมากว่าไ่ม่ได้หยิบอะไรเลย แต่ก็ไม่อยากให้รบกวนการเที่ยวอีกสองวัน พอเส็จจากการเก็บสัมภาระก็ได้เวลาตะลอนอีกรอบ วันนี้เราเริ่มต้นด้วยการไปทานเฝอที่ร้าน Pho 24 มีสาขาทั่วโฮจิมินห์ ได้ลองแล้ว ร้านสะอาด อาหารพอใช้ได้ คือแบบมาตรฐานทุกอย่าง ต่อจากนั้นเราเดินไป Opera House แต่ตอนนั้นยังปิดอยู่ ก็เลยเดินต่อไปที่ People’s committee of Ho Chi Minh City ไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมได้ และถ่ายรูปใกล้ไม่ได้ อยู่ติดกับโรงแรม Rex ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดจะอยู่ในย่านเดียวกันทั้งหมด

ต่อจากนั้นเราเดินตามแผนที่ไป Notre Dame Cathedral โบสถ์สีส้มอมชมพู อยู่ใจกลางย่านทำงาน ข้างๆโบสถ์ก็จะเป็นไปรษณีย์กลางอันเก่าแก่ที่ข้างในมีรูปของลุงโฮติดอย่างสง่า ภายในจะขายพวกโปสการ์ด และสินค้าที่ระลึกมาก สามารถซื้อและส่งได้ที่นี่เลย

ตรงข้ามกับโบสถ์ Notre Dame ข้ามถนนไปถ้าใครอยากนั่งพักดื่มชา กาแฟ มีร้านคอฟฟี่บีน ตั้งอยู่ หรือด้านหลังของโบสถ์มีห้างหรูและร้านกาแฟ Coffee Highland กาแฟเข้มสไตล์เวียดนาม รสชาดดีค่ะ

หลังจากนั่งพักให้หายร้อนและเหนื่อยที่ร้าน Coffee Highland แล้วเราหาทางเดินไป Museum of Ho Chi Minh Campaign ซื้อตั๋วเข้าและจะได้แผ่นพับ ภายในจะมีภาพจำลอง แผนที่ และภาพถ่ายบรรยายแผนการปฎิบัติงาน การรบ ความเป็นอยู่ของทหารในช่วงสงครามและที่สำคัญจะมีหน้าประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่กล่าวถึงความล้มเหลวของทั้งห้าท่านในการทำสงครามเวียดนาม

เสร็จจากที่นี่เราไปต่อกันที่ Ho Chi Minh Mesuem คล้ายๆเป็นรัฐสภาและที่พักของลุงโฮ อันนี้ข้อมูลไม่แน่นนะแต่ว่าภายในใหญ่มาก มีห้องลับ ถ้าเข้าไปแล้วต้องเดินขึ้นให้สุดและตอนลงมีแค่ทางเดียวที่ลงได้ จะมีเจ้าหน้าที่พาเดินลง ร้อนมาก

ต่อจากนั้นเราไปนั่งดื่มกาแฟกันที่ร้านไม่ไกลจากที่นี่ ออกจากประตูเดินไปซ้ายมือร้านกาแฟจะอยู่สี่แยกไปแดงขวามือ เด็กวัยรุ่นเยอะเชียวไปนั่งเล่น wi-fi ฟรีกัน

มื้อค่ำของวันนี้เราได้ไปล่องเรือทานอาหารค่ำกันที่แม่น้ำไซง่อน ได้มองเห็นตึกที่สูงที่สุดของโฮจิมินห์และได้มีโอกาสไปนั่งชมวิวบนชั้น 52 ของตึกนี้ด้วย เรียกตึกนี้ว่า Bitexco Financial Building

4 มกราคม วันสุดท้ายของการเดินทางเรามีไฟล์กลับรอบดึกทำให้มีเวลาอีก 1 วันเต็มๆ เราได้ ทัวร์ครึ่งวัน ของอุโมงค์กูจี๋ Cu Chi Tunnel ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของสงครามเวียดนาม อุโมงค์กูจี๋เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสามารถในการดำรงชีวิตของทหารและคนเวียดนามในช่วงสงครามได้อย่างดีเพราะหมู่บ้านนี้ทุกคนต้องไปอยู่ภายในอุโมงค์ที่คับแคบ การหายใจลำบาก อุโมงค์มีความยาวถึง 70 กม. จาก HCMC ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างทางไกด์พาเยี่ยมชมและซื้อของที่โรงงานการฝีมือของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษที่สหรัฐใช้ในการปราบปราม บางคนหลังค่อมเพราะอยู่ในอุโมงค์นานเกินไป บางแคระแกร็น ผอมแบบที่ไม่สามรถจะอ้วนได้อีกแล้ว ร่างกายของแต่ละคนไม่ปกติเห็นแล้วน่าสงสารและได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ในศูนย์นี้จะมีงานฝีมือเกรดดีมากและสวยมาก ราคาค่อนข้างสูงแต่คุณภาพดีที่สุดถ้าเทียบกับตลาดทั่วไป

ในทัวร์ครึ่งวันนี้ เราได้พบกับพี่ๆคนไทย น่ารักสนุกสนาน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ช่วยทำให้นักท่องเที่ยวเฮฮากันมาก ทริปจบประมาณบ่ายสอง จากนั้นเราก็ไปทานอาหารใกล้ๆกับตลาดเบนธ่าน ร้านไม่ใหญ่แต่มีคนไปทานกันเรื่อยๆ

                 

วันสุดท้ายเก็บความสนุ

แรกพบ มาเลเซีย (Steps on Malaysia)

การเดินทางเข้าประเทศมุสลิม ที่มีประชาการหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ครั้งแรก

KLCC

KLCC

วันที่ 19-22 มกราคม 2556 มีโอกาสได้เดินทางไปประเทศมาเลเซียกับเพื่อนรุ่นพี่อีกคนครั้งแรกด้วยกันทั้งสองคน

เรามีเวลาเตรียมตัวกันพอสมควรแต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะกัน การสนทนาก็ขาดหายไปบ้าง ก่อนเดินทางมีเวลาทำความเข้าใจกับแผนการคร่าวๆว่าต้องเดินทางยังไง ใช้เงินยังไง ทานอะไร สารพัดคำถามที่พยายามเตรียมข้อมูลแต่เอาเข้าจริงๆ ข้อมูลที่เตรียมเป็นแค่ 20% ของการเดินทางจริง ประสบการณ์การเดินทางไปมาเลเซียครั้งนี้น่าจดจำ เราจึงใช้ wordpress บันทึกไว้อ่านและแบ่งปันให้ผู้สนใจค่ะั

สถานที่ในแผนการเดินทางคือเมืองมะละกาและกัวลาลัมเปอร์ รอบนี้ไม่ได้ไป Genting Highland อยากที่คาดไว้เพราะโรงแรมที่ต้องการพักเต็มเราเลยเปลี่ยนแผนการเดินทางเป็นมะละกาแทน เริ่มต้นการเดินทางกันเลย

วันที่ 19 มกราคม

9.45 น. เดินทางด้วยสายการบิน low cost ที่สนามบินดอนเมือง ถึง LCCT (Low Cost Carrier Terminal) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เวลาประมาณ 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวลาที่มาเลเซียจะเร็วกว่าไทย 1 ชม.

backpacker

หลังจากเสร็จจากด่านตรวจคนเข้าเมืองเราก็เดินไปที่จอดรถโดยสารเพื่อเดินทางไปเริ่มต้นการเดินทางที่ KL Sentral หรือชุมทางรถไฟกัวลาลัมเปอร์ การเดินทางจาก LCCT ไปยัง KL Sentral ไม่อยากเลย เพราะมีรถให้บริการหลายบริษัท 2 บริษัทที่คนใช้บริการมากคือ Aero Bus คันสีเหลือง ค่ารถ   RM 8 หรือประมาณ 80 บาท อีกบริษัทคือ Sky Bus คันสีแดง ค่ารถ RM 9 หรือประมาณ 90 บาท ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชม. ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่เร็วกว่าการนั่งรถโดยสารคือ นั่ง Shuttle Bus จากสนามบินแล้วไปต่อรถไฟเร็ว KLIA Trasit ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ประหยัดเวลาไป 30 นาที ค่าโดยสารประมาณ RM 12.50 หรือประมาณ 125 บาท

On the way to Melaka

เราเลือกนั่งรถ Aero Bus เพื่อไป KL Sentral และเริ่มต้นการเดินทางแบบจริงจัง ไปถึงที่นั่นก็สับสนเหมือนกันค่ะเพราะมีรถไฟหลายชนิดเหลือเกิน ทั้ง รถไฟรางเดียว รถไฟใต้ดิน รถไฟเร็ว ต้องเดินหาป้ายเส้นทางเดินรถไฟเพื่อหาทางไปสถานีรถโดยสารเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองมะละกา ตอนแรกที่อ่านหนังสือท่องเที่ยวและเว็บไซด์ของ Pantip.com เพื่อศึกษาเส้นทางเราก็ได้ข้อตกลงว่าจะไปขึ้นรถกันที่ สถานีปูดูจายา Pudu Sentral โดยขึ้นรถไฟไปลงที่สถานี Pasar Rakyat แล้วเดินอีกไม่ไกล แต่ปรากฎว่าสถานีปูดูจายา เป็นสถานีสำหรับการเดินทางข้ามเมืองหรือไปยังรัฐต่างๆรวมทั้งหาดใหญ่ ประเทศไทย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีดูได้ตามลิงค์นี้ค่ะ Pudu Sentral ส่วนใครที่จะไปมะละกาต้องไปขึ้นรถที่ TBS (Terminal Bersepadu Selatan) สำหรับการเดินทางไปทางใต้ของกัวลาลัมเปอร์ โดยนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Bandar Tasik Selatan      ถ้าใครออกจากสนามบินแล้วจะไปมะละกา แนะนำว่าให้นั่ง Shuttle Bus จากสนามบินไปต่อรถไฟแล้วลงที่สถานี Bandar Tasik Selatan ได้เลย เร็วกว่ามาก จะได้มีเวลาเดินเที่ยวเมืองที่ยูเนสโกยกให้เป็นสถานที่สำคัญ เราใช้บริการของบริษัท Transitional ค่ารถ RM 12.50 หรือ 125 บาท ใช้เวลาเดินทางจาก KL ไปมะละกา 2 ชม. โดยจอดรถที่ Melaka Sentral ห่างจากตัวเมืองมะละกาประมาณ 5 กม. สามารถนั่งรถสาย 17 เข้าไปตัวเมืองได้

getting around

เราใช้เวลากับการหลงทางและสับสนใน KL นานพอสมควร กว่าจะได้ขึ้นรถก็ 6 โมงเย็นแล้ว กว่าจะถึงก็ประมาณ 2 ทุ่ม แต่เหมือนว่าพระอาทิตย์จะตกช้ากว่าประเทศไทย เพราะเวลา 1 ทุ่มของมาเลเซียสว่างเหมือน 5 โมงเย็นประเทศไทย ระหว่างเดินทางเราก็ถามทางไปเรื่อยๆ คนมาเลย์ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดีมากนะคะ เพราะมีคนหลายเชื้อชาติทำให้บางครั้งเราเห็นคนแขกกับจีนไม่พูดภาษามาเลย์แต่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

Landmark of Melaka

ครั้งแรกที่ได้เห็นเมืองนี้รู้สึกชอบเลย ตึกสวย มีทั้งแบบชิโนโปรตุกีส แบบจีนแท้ และดัชท์ ด้วย อันที่จริงเราแยกไม่ออกด้วยซ้ำแต่การร่วมมือร่วมใจกันติดไฟสีชมพูส่องตึกให้ดูสวยงามถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก เพราะมองไปทางไหนก็สวยมากๆ

.....................................

พอถึงใจกลางมะละกาการเดินทางก็ยังไม่จบเพราะยังต้องเดินหาโรงแรมที่พัก ซึ่งจองผ่านอโกด้า และดูในแผนที่ไม่ไกลจากถนนคนเดินมากนักแต่ด้วยความที่ไปครั้งแรกและไม่ได้เอาแผนที่ไปด้วยจึงทำให้ต้องถามทางคนแถวนั้น เราเลือกถามคุณลุงคุณปั่นสามล้อดอกไม้ ซึ่งคุณลุงจะฟันเรา RM 20 ซึ่งเราเลือกเดินให้คุณลุงช่วยบอกทาง เอาเข้าจริงคือคุณลุงแกล้งบอกทางอ้อมไกลเลย แต่ก็ไม่ได้ให้หมดอารมณ์ในการเดินทางเพราะเตรียมใจกับเรื่องแบบนี้ไว้พอสมควร เราถามคนแถวนั้นประมาณสามรอบได้ มีคนถามว่ามาจากเมืองไทยใช่ไหม แล้วยังพูดทักทายเราว่า “สวัสดีครับ” ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงรู้เพราะหน้าตาแบบนี้ต้องเป็นคนอาเซียนแน่นอน หรือว่าคนไทยหลงบ่อยๆ ฮ่าๆ สรุปคือถึงโรงแรมประมาณ 3 ทุ่ม

dinner at Jonker Street

เราพักกันที่โรงแรม Hotel Hong @Jonker Street, Jalan Musjid อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนและไม่ไกลจากถนนคนเดินถ้าใช้ทางลัด    บรรยากาศโรงแรมเหมือนปรับปรุงจากอาคารหรือบ้านมาทำเป็นห้อง ห้องพักสะอาด ห้องน้ำสะอาด น้ำไหลแรง Wi-Fi แรง พนักงานต้อนรับยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ความช่วยเหลือดีและที่สำคัญเจ้าของโรงแรมมีรถขับไปส่งแขกที่สถานีขนส่ง Melaka Sentral ด้วยค่ะ ถือเป็นความประทับใจและอยากจะแนะนำค่ะ ถ้าได้ไปเที่ยวมะละกาแนะนำโรงแรมนี้เลยค่ะ ราคาเริ่มตั้งแต่ 700-1200 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

หลังจาก Check in เรียบร้อยเราไปเดิน Jonker Walk เพื่อหาอาหารทาน ถนนคนเดินของมะละกายาวมากและมีสินค้ามาวางขายเต็มไปหมด ทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ อาหารสำเร็จ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของฝาก ฯลฯ เราเดินวนหลายรอบเหมือนกัน

95 Bath/ Pax

95 Bath/ Pax

ตงลงมื้อเย็นเป็นซูชิ อาหารญี่ปุ่นซะงั้น รสชาดดีค่ะ ราคาไม่แพงด้วย ประมาณ 95 บาท ต่อคน เสร็จจากทานมื้อเย็นเราตั้งใจเดินให้ทั่ว Junker Walk เพื่อดูวิถีชีวิตและบรรยากาศ และหาซื้อของที่ระลึกไปฝากคนที่เมืองไทย อย่างเดียวที่ได้คือแม่เหล็กติดตู้เย็นรูปต่างๆ ราคา 3 ชิ้น RM 10 หรือ 100 บาท ได้มา 6 ชิ้น จากนั้นก็กลับห้องพักเพื่อไปพักผ่อนนอนเอาแรงไว้เดินตะลอนต่อพรุ่งนี้

Jonker Street @ Melaka

วันที่ 20 มกราคม

เช้านี้เราตื่นกันประมาณตี 5 ห้าครึ่ง ตั้งใจจะไปเดินเก็บบรรยากาศยามเช้าตรู่และกลับ KL ตอนเที่ยง ให้ทันกลับไปชมตึก Petronas Twin Tower แต่ปรากฎว่าตี 5 ครึ่งยังเหมือนตีสาม เงียบมากและมืดสนิท กว่าจะออกไปเดินกันได้ก็ 7 โมงเช้าแล้ว สังเกตว่าคนมาเลย์นอนดึกและตื่นไม่เช้ามาก คงเพราะพระอาทิตย์ไม่ยอมขึ้นซะที วันนี้ตั้งใจไปหลายที่ซึ่งก็เก็บได้เกือบครบ ยกเว้นบางที่ที่หาไม่เจอและเวลาไม่พอ

small hote but friendly staffs

small hote but friendly staffs

เราเเดินออกจากโรงแรมออกมาเรื่อยๆจะเจอ St. Francis Xavier’s Church อยู่ไม่ไกลจาก Christ Church และ The Standthuys ตรงนี้ถือว่าเป็น Landmark ของเมืองมะละกาเพราะอาคารบ้านเรือนจะเป็นสีแดงสวยงาม คนมาถ่ายรูปกันเยอะมาก เราใช้เวลาตรงนี้อยู่นานพอสมควรกว่าจะถ่ายครบเพราะต้องรอคิว วันอาทิตย์คนจะเยอะเป็นพิเศษ

St. Francis Xavier

Dutch Square

พี่แก้วกระโดดแบบมืออาชีพมาก ทั้งๆที่เราพยายามกระโดดให้ได้แบบนี้แต่ท่ามันออกมาเหมือนจะวิ่งหนีตำรวจประมาณนั้น ฮ่าๆๆ

Christ Church Melaka

ก่อนไปเดินตะลอนเราไปทานอาหารขึ้นชื่อของเมืองมะละกา เป็นข้าวมันไก่มีข้าวก้อนกลมๆเหมือนลูกชิ้น (Hainanese Chicken Rice) ชื่อร้านว่า  Chop Chung Wah ร้านอยู่ตรงหัวมุม ด้านหน้าของถนน Jonker Street เดินข้ามสะพานมาอยู่ขวามือ ร้านไม่ใหญ่มากแต่คนเต็มตลอด รต้องรอคิวกันเลยแต่ก็ไม่ต้องรอนานมากเพราะคนจีนทานกันเร็ว เสร็จแล้วก็เดินออกทันที รอไม่นานก็ได้อาหาร ลองทานแล้วรสชาดไม่แย่ค่ะ อร่อยดี ไก่ต้มอร่อยเนื้อแน่น แต่จะไม่มีน้ำซุปและน้ำจิ้มไม่เหมือนไทย ถ้าไปมะละกาก็ลองดูนะคะ

Chicken Rice Ball

หลังจากทานข้าวสายเสร็จแล้ว เราเดินไปเริ่มต้นกันที่ Tourist Information ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านข้าวมันไก่ ข้ามสะพานลอยมาก็ถึงเลย สถานที่แรก เป็นริมน้ำมะละกา คิดว่าถ้าเป็นช่วงกลางคืนจะสวยมากเพราะมีไฟแสงสีค่อยส่องไปกระทบที่อาคาร เขาว่ากันว่าโรงแรมข้างแม่น้ำมะละกาตอนกลางคืนสวยมาก ชื่อโรงแรม Casa Del Rio

Maritime Museum

เดินไปอีกหน่อยก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum) เป็นเรือใหญ่ แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไปเพราะตอนนั้นอากาศร้อนมาก อ่านจากประสบการณ์คนที่เข้าไปบอกว่าไม่มีเครื่องปรับอากาศ เราก็เลยเดินวนรอบๆชื่นชมความสวยงาม

Melaka River

หลังจากนั้นเราเดินไปที่ถนน Jalan Kota ถนนตรงนี้มีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก บางที่เข้าฟรีค่ะ ตรงนี้ตึกสวยเดินไปได้เรื่อยๆสบายๆ จะผ่านรถไฟหัวจักรเก่า ถ้าเดินอีกสักพักก็จะไปยัง A Famosa กำแพงโปรตุเกสที่สร้างสมันที่เข้ามาปกครองมะละกา มองจากกำแพงจะเริ่มเห็นเมืองใหม่มีตึกสูง ข้าง A Famosa เป็น Melaka Sulatanate Palace Cultural Museum

A Famosa

ผ่านกำแพงเดินขึ้นไปตรงเนิน สูงพอสมควร จะเป็น St. Paul Church สวยมีเอกลักษณ์เป็นกำแพงสูงอยู่บนเนินที่สูงแต่เหมือนถูกทำลายบางส่วนในช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อากาศดีมากเพราะอยู่ค่อนข้างสูงสามารถมองเห็นเมืองมะละกาได้อย่างชัดเจน

St. Paul’s Church

St. Paul's Church

ใช้เวลากับ St. Paul พักใหญ่ เราก็เดินตามทางลงมาถึงจุดเดิมคือ Christ Church แล้วเดินกลับโรงแรมเพื่อเตรียม check in และเดินทางกลับ KL ในเวลาเที่ยง โดยเจ้าของโรงแรมอาสาไปส่งแขกในโรงแรมที่ต้องการไป Melaka Sentral ประทับใจกับบริการมาก พนักงานน่ารักและคอยช่วยเหลือทุกคน ถ้าใครไปพักที่นี่สอบถามตารางได้จากพนักงานว่ามีช่วงเวลาไหนบ้างที่จะมีรถไปส่ง

12.30 น. ออกเดินทางจากโรงแรมไปที่ Melaka Sentral ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซี่งเราจะทันรถทัวร์รอบ บ่ายโมง พอดี ขากลับเรานั่งรถของบริษัท Transitional เหมือน รถบริษัทนี้เป็นของรัฐบาล ราคาจะสูงกว่าเอกชนไม่มาก รถมาตรฐาน และมีบริการ Wi-Fi บนรถแต่ต้องเสียค่าบริการ RM 4 ประมาณ 40 บาท สำหรับ 2 ชม.

เราถึงสถานี TBS ประมาณบ่าย 3 โมง จากนั้นต่อรถไฟสาย Sri Petaling ตรงหน้าสถานีไปลงที่สถานี Hang Tuah เพื่อเปลี่ยนสายไปสถานี lmbi ด้วยรถไฟ monorail ตอนแรกก็งงๆว่าจะไปกันถูกไหม ระบบรถไฟมาเลเซียมีข้อดีตรงที่ทุกสายสามารถใช้เหรียญแบบเดียกัน และเกือบทุกสายเชื่อมต่อกันจึงไม่ต้องยุ่งยากต้องซื้อตั๋วใหม่ สักพักเราจะเริ่มคุ้นเคยและรู้ว่ารถไฟที่นี่สะดวกสบายมากๆ

Bukit Bintang

Sky Express Hotel

เราลงที่สถานี monorail – lmbi แล้วเดินแล้วขวาไปถนน Jalan Pudu เราพักที่โรงแรม Sky Express Hotel เป็นโรงแรมใหม่ ข้างๆเป็น 7-11 ตรงข้ามเป็นโรงแรม Swiss Garden หน้าโรงแรมยังมีป้ายรถเมย์สะดวกในการเดินทาง ถ้าเดินทะลุข้างหลังก็จะเป็น ถนนที่ขายอาหารเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นอาหารจีนและไทย ชื่อถนน Jalan Alor เป็นถนนสั้นๆขนานกับ Jalan Bukit Bintang

Check in ที่โรงแรม จะเสียค่ามัดจำ RM 50 ได้คืนวันที่ check out ได้ key card มาสองใบสำหรับขึ้นลิฟท์และเข้าห้องพักค่ะ ลักษณะห้องประมาณนี้ ใหม่ สะอาด มีน้ำอุ่น Wi-Fi ตู้เย็น ฯลฯ  ราคาห้องพักจองจากอโกด้า 1390 บาท

Suria, KLCC

Suria, KLCC

เย็นนี้เลือกไปตึกแฝด Pretonas Twin Tower และไปทานข้าวร้าน Madam Kwan’s ซึ่งเป็นอาหารมาเลย์  อยู่ชั้น 4 ห้าง Suria ก่อนไปตึกแฝดเดินสำรวจถนน Jalan Alor กับ Bukit Bintang คนเดินเยอะมาก โรงแรมย่านนี้ก็เยอะมากๆมีตั้งแต่ราคาถูกจนถึงหลักหมื่น จากสถานี lmbi ไปตึกแฝด ต้องไปลงที่สถานี Musjid Jamek แ้ล้วต่อรถไฟฟ้าใต้ดินไปสถานี KLCC โผล่ที่ห้าง Suria เลย ห้างเหมือนสยามพารากอนไทย ยังมี Isetan และอีกห้างติดกันแต่จำชื่อไม่ได้มีร้านแบรนด์เนมเยอะ และมีร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ใหญ่มากๆ

Nasi Lemak @ Madam Kwan's Restaurant

Nasi Lemak @ Madam Kwan’s Restaurant

อาหารมื้อเย็นที่ร้าน Madam Kwan’s ที่เราสั่งมี Nasi Lemak, Dumpling noodle soup แล้วก็อะไรอีกอย่างที่เหมือนผัดไทย แต่ใส่กุ้งปลาหมึกเยอะ อร่อยด้วย ปิดท้ายกันด้วยน้ำแข็งใส (Ice Campur) น้ำแข็งใสราดด้วยน้ำหวานและรู้ดเบียร์ อร่อยเฉพาะข้างรู้ดเบียร์ อีกด้านกลิ่นฉุนๆไม่สามารถกินได้ อิอิอิ

หลังจากทานเสร็จก็เกือบ 3 ทุ่ม ต้องออกไปชมตึกแฝดที่ใครๆก็บอกว่าสวยและสูงมาก

Pretonas Twin Tower @ KLCC

ตอนแรกคุยกันว่าหลังจากชมตึกแฝดจะไปเดินที่ China Town แต่กลัวไม่ทันรถไฟฟ้าเลยต้องกลับแล้วไปเดินถนนสายอาหาร Jalan Alor เดินตามถนนเส้นนี้สะดุดกับอาหารชนิดหนึ่งเหมือนลูกชิ้นเสียบไม้ เอาไปต้มหรือทอดหรือย่างก็ได้ ทานกับน้ำจิ้มกะทิ ก็อร่อยใช้ได้แต่แพงมาก ไม้ละ 50 บาท อันที่จริงเราตั้งใจจะมาทานข้าวที่ร้าน Meng Kee เป็นร้านอาหารแนะนำ ราคาไม่แพงมาก อาหารอร่อย แต่จะเอาไว้ลองค่ำพรุ่งนี้แล้วดูว่าจะอร่อยเหมือนที่ Groovy Map แนะนำไว้หรือเปล่า

วันที่ 21 มกราคม

วันที่ 3 ของการเดินทาง เราตั้งใจเดินเก็บสถานที่ให้มากที่สุดภายใน KL ทั้ง Jamek Mosque ตอนที่ไปกำลังปิดปรับปรุง ไม่สามารถเข้าไปข้างในได้

Kualar Lumpur City Gallery มีโชว์ model ตึก และร้านขายของที่ระลึกข้างใน เราได้สมุดบันทึกจากร้าน Arc มาหนึ่งเล่ม ราคา RM 19 หรือ 190 บาท

National Textile Museum

National Textile Museum

Textile Museum และ Sultan Abdul Samed และ Merdeka Square เป็นอาคารที่อยู่แนวเดียวกัน สถาปัตยกรรมสวยงามสไตล์มุสลิม

Sultan Abdul Samed

เสร็จจาก ชมอาคารสวยๆงามๆ เราเดินไป Central Market เป็นตลาดที่รวมของที่ระลึกเยอะแยะไปหมด ราคาไม่แพงมากแต่ส่วนใหญ่จะไม่สามารถขอลดราคาได้เพราะมีป้ายติดไว้หมด

ข้างๆ KL City Gallery มีร้านอาหารแบบ buffet ที่ร้านอาหาร Warisan ราคาไม่แพง แต่เราไม่ได้ลองเพราะนัดกับเพื่อนชาวมาเลเซียมาทานข้าวมื้อเที่ยงที่ Mid Valley Shopping Mall โดยต้องนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไป KL Sentral แล้วต่อไปที่ สถานี Mid Valley

13.00 น. Lee Fook Chin เพื่อนชาวจีน มาเลย์ มาเลี้ยงมื้อเที่ยง ที่ร้านอาหาร Delicious เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน ต้องขอบคุณลี ณ ที่นี้ด้วยค่ะ :)

เพื่อนถามว่าอยากไป Batu Cave ไหม ปราะมาณ 1.30 ชม.จาก KL แต่เพื่อนไม่อยากไปเพราะไม่แน่ใจว่าจะกลับยังไง ลีจะส่งแต่ต้องหาทางกลับเอง สุดท้ายเลยตกลงว่าไม่ไปแต่รบกวนให้ไปช่วยหาผงบะกุดเต๋ ลีพาขับรถออกไป Klang ประมาณ 20 นาที เพราะในตัวเมืองจะหายากเนื่องจากเป็นผงหมักหมู ต้องไปหาซื้อที่ชุมชนจีนนอกเมืองกว่าจะซื้อได้ขับรถวนกันหลายรอบมาก เอิ๊กๆๆ

Suanway Pyramid Shopping Mall

Suanway Pyramid Shopping Mall

คือบ่ายนี้เราไม่มีแผนการที่แน่นอน ลีเลยเอาพวกเราไปส่งให้เดินช้อปปิ้งที่ห้าง Sunway Pyramid เป็นห้างใหญ่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร มีโซนของสวนน้ำและเครื่องเล่นด้วย ไม่มีรสเมล์ผ่านต้องขับรถส่วนตัวและแท็กซี่เท่านั้น

Sunway Pyramid Mall

แต่เย็นนี้เราจะไปเมืองปุตราจายา (Putra Jaya) เมืองราชการแห่งใหม่ของมาเลเซียที่เน้นพื้นที่สีเขียว ผังเมืองดีเยี่ยม ห้าง Sunway Pyramid หลุดออกจากแผนที่ซึ่งทำให้เรางงมากว่าจะต้องไปเริ่มต้นเดินทางกันที่ไหน ตกลงกันอยู่นานจึงนั่งแท็กซี่ไปที่สถานี Mid Valley ต่อไปที่ KL Sentral แล้วนั่งรถไฟไปที่สถานี Putrajaya/Cyberjaya

ลงที่สถานี Putrajaya แล้วต้องต่อรถเมล์ สาย 101, 300 ตั๋วราคาถูกมา 50 cent RM หรือ 5 บาท เป็นรถวน สะดวกสบาย ระบบเก็บเงินมีประสิทธิภาพ ถ้าเราไม่แน่ใจจะไปอย่างไร ที่สถานี Putrajaya จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ ตอนเราไปถามเจ้าหน้าที่รู้เลยว่า ยู คอม ฟรอม ไทยแลนด์ ฮ่าๆๆ :) รถเมล์จะออกเป็นรอบดูตารางได้ที่สถานีรถได้เลยค่ะ

Mosque in Putrajaya

มีแอบหลง ลงผิดที่เห็นเขาเดินลงกันทั้งรถก็เลยเดินลง กลัวพนักงานจะไล่ลงแล้วหน้าแตก เขาไปจอดห้าง Parkson แต่ด้วยความช่วยเหลือของคนมาเลย์ เราจึงไปถึงศูนย์กลางของเมือง แต่โชคร้ายฟ้าไม่สว่างเลย เหมือนฝนกำลังจะตก มองอะไรไม่ค่อยชัด ได้ถ่ายรูปแค่ไม่กี่รูป เราก็กลับ KL

Putrajaya Bridge

กลับมาถึง KL ค่อนข้างดึกมาก หิวกันมากๆด้วย ตั้งใจไปทานข้าวกันที่ Jalan Alor ร้าน Meng Kee แต่กว่าจะเดินถึงหลงกันเป็นชั่วโมง ขาแทบขาด มาถึงร้านเกือบเที่ยงคืน อาหารที่สั่งมี ผัดผักบุ้ง ข้าวผัด และหอยทอด ทานข้าวเสร็จก็รีบกลับไปโรงแรมแล้วหลับแบบไม่ได้อาบน้ำเลย เพลียสุดๆ

วันที่ 22 มกราคม

วันสุดท้ายของการเดินทาง วันนี้เราตื่นกันสาย เวลาบินกลับประมาณบ่าย 3 เรายังมีเวลาไปเดินช้อปปิ้งอีกประมาณ 2 ชม. ที่ Berjaya Time square เป็นโรงแรมและ shopping center ที่ใหญ่มาก ห้างสุดท้ายเป็นห้างขายส่งเหมือน แพลตินัม ของไทย ชื่อ Sungei Wang Plaza เราเลือกทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน Pak Hai Lam Kopitiam เป็นอาหารมาเลย์และอาหารยุโรป เราสั่งกันประมาณ 3 อย่าง อร่อยทุกอย่าง แนะนำให้ลองค่ะร้านนี้มีหลายสาขา ราคาสมเหตุสมผล ราคารวมเครื่องดื่มประมาณ RM 50 หรือ 500 บาทถือว่าราคาเหมาะสมค่ะ ภายในร้านยังมีบริการขนมปัง เบเกอรี่ที่อร่อยมากๆ ให้ 4 ดาวเลยค่ะร้านนี้

Recommended menu ----- Nasi Lemak

หลังจากทานเสร็จเรานั่งรถไฟไป KL Sentral ขากลับเราไม่นั่งรถไฟแต่จะใช้รถไฟไปสถานี Salag Tinggi แล้วไปต่อ Shuttle Bus ใช้เวลารวมกันประมาณ 1 ชม. น้อยกว่านั่งรถทัวร์และนั่งสบาย

LCCT คนเยอะค่ะแนะนำให้ไป check in ก่อน 2 ชม. เพราะคิวยาวและคนเยอะมาก

very long ques, it takes time to check in

very long ques, it takes time to check in

มีเรื่องเล่าจากด่าน ตม. ไม่รู้มีใครเคยเจอแบบนี้หรือเปล่า

ขณะที่เรากำลังรอประทับตราผ่านจาก ตม. เจ้าหน้าที่ถามว่า ” คุณแต่งงานหรือโสด”      “โสดค่ะ”   ตม.     “ผมเป็นสามีของคุณได้ไหม”        “ได้แต่ทำหน้างง”  ตม.ยังมิวายส่งสายตาหวานเหมือนจะกินกัน

ลาแล้ว มาเลเซีย การเดินทางครั้งทั้งเหนื่อย สนุกสนาน เครียดเล็กน้อย แต่ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและตื่นเต้น ในการเดินทางเราเจอทั้งคนดีและคนไม่ดี อาหารอร่อยถูกปากและกินไม่ได้ หลงทางบ้าง บางครั้ง นี่เป็นเสน่ห์ของการเดินทางแบบ back packer

รักคุณหลายอย่าง หวังว่าจะได้เจอกันอีกค่ะ :)

สามารถดาวน์โหลดเส้นทางรถไฟได้ที่นี่ KL Transit Map  

Bali Episode 1 : All are foodie

Yes, it’s Pork Rib with Balinese style. You can try this menu at Cafe’ Wayan, Ubud.

This is Nasi Campur, Indonesian Mixed Rice
Basic dish that you can find everywhere in Indonesian.

P1120083

p1120082

 

p1120080

 

p1120130

Mango Smoothie

My world are all about foods

After 8 months I back to Bali where the most beautiful island of mind again but this trip I didn’t hang around the jungle like I should but … Foods hunting is my big mission, that’s why I do separate review hehehe

I enjoy and spent every second for my life so you guys can make it happen too.

I list the restaurant that I’ve tried around Bali below :

1. Warung Blanjong Restaurant, located on Jl. Danan Poso 78, Sanur

2. Ratatouille Restaurant & Bar, located on Jl. Danau Tamlingan 64, Sanur

3. Cafe Melasti, Jimbaran Beach

4. Casaluna Restaurant, located on JL Tamblingan, Sanur, Bali 80227

5. Dirty Duck Diner, located on Padang Tegal, Ubud 80571,

6. Cefe Wayan, located on Monkey Forest Street, Ubud

7. Ibu Oka Babi Guling, located on Jalan Suweta/Tegal Sari No. 2, Ubud, Bali

8. Cafe Lotus, located on Jl. Raya, Ubud

GO GET IT!!!!

Anybody is interesting how to cook follow the link http://www.tasty-indonesian-food.com/

Heal the world ; The orphanage foundation of Thailand

If I could kiss your forehead

To erase all your pain

I’d kiss it a thousand times
Even if it is in vain

If I could take these two hands
To soothe you of your sorrows
I’d gently grasp your palms
And lead you to a brighter tomorrow

If I could hold you in my embrace
To fill the void in your heart
I’d hold you all night and day
Until you are strong enough to part

If I could use my breathe
To blow away your tormented history
I’d exhale every breathe I have
To free you of your misery

If God could answer my prayers
I’d say it day and night
I’d ask that he answers your prayers
And forever keep you in His sight

This slideshow requires JavaScript.

Thanks dragonfruitblog and photo credit by http://www.facebook.com/ktpphoto

RIP DADDY : I will always keep you in my heart

My nightmare happened on Friday 22nd, June 2012 daddy has car accident and pass away….. I loss the guy that meant to me , who gave me a life, who always encourage me, who cried when saw me cried and laugh with me when we were happy, who never say tired to take good care of me, who can be my friend when I feel lonely, hold my hand cross the street and who had a special relationship forever. It’s unbelievable! I even have no chance to talk to him before died, why life is never fair?

 I can do nothing to take him back,  How can I get over this sorrow?

It’s already gone and too late for me to say how much I love him, it’s really impossible if I want to take care of him like he did when I was young, for 2 weeks that I fall down to deepest sadly, when I think of him my tear flood on eyes, don’t know how to stop it.

Now the things that I can keep are only a great memories in my heart and few photos with him, hopefully he always be with me like the sun. I love you my beloved father, you are my hero I will follow your step and strong like you… Rest In Peace

PS. Life is short so spend a good time with people you love and care about before you loss them…

Vietnam in my eyes

Me, Mr. Kaew, Mr. Tii, Ms. Pat and Mr. Taka

 

407965_366210183395950_100000209155410_1734401_361993363_n

Another view

Spent 1$ for this

Spent 1$ for this

Couple come to praying

Couple come to praying

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

One Pillar Pagoda

396160_366197136730588_1459537643_n

Have you been Vietnam before?

some says yes and some says ‘Never’ I am the one of Never

First time for me to travelling in Northern of Vietnam ( Hanoi is the capital of Vietnam and Sa Pa Valley is the highest peak where close to China border)

I’ve spent time for 4 days 3 night with hurry time for 2 huge areas.

On my trip I stayed at the hotel only single night and 2 other nights on the train, on very long route the weather was so cold especially in Sa Pa lower than 10 degree.

Hanoi : I bring a map with and followed some guide books for this trip, chilled out, shopping and enjoy eating with friends, in Hanoi from Old Quarter tourist can see Ho Chi Minh Museum, One Pillar Pagoda, History Museum, Revolution Museum, Temple of Literature, Red Bridge, ST. Joseph’s Cathedral and Flag Tower by walking, many place nearby and no worry about lost because it’s easy to see street’s name.

Sa Pa Valley : the various of green, mountain,  Hmong people and nice weather ever! I walked in rainfall to bakery shop and escape the cloudy day there, no more thing I can do only sit, take photos and talk with my friend.

Ha Long Bay : is the last visit before I back to Thailand, on the trip me & my friend met new wonderful friends from Malaysia, Spain and Japan, Ha Long Bay is wonderful but new friends are more wonderful than that, a good relation happened  from my friends and people on the trip. I’m so happy to open my mind and make new friend. It’s good memories. ^ ^

What I’ve seen in my eyes?

I see new cultural, people, foods, architecture, building, living style, happiness, smiling, laughing  and good friend. There is no more things that I’ve seen but wonderful Thai friends and from different country made  my trip. Thanks you all!

Bali Addicted


It took long time since I’ve been Bali, Indonesia on 31st December, 2011 – 4th January, 2012 but I just got inspiration to review my great time. anyway It’s not too late to keep all memories on my blog.

We had planed to count down in Bali (New Year 2012) on 31st December, 2011 morning flight to Bali arrived Denpasar Airport at 11.25 am (local time) Bali Immigration too easy to pass and efficiency. Remind yourself – you can’t take capture in immigration area, the funny story happen while we waited for luggage we didn’t know that and tried to took photo when immigration police saw it they shout out “No no no” everyone look at us, we ran away to escape because of too embarrassing but still lucky! we got one shot before police yell hahaha.

Bali is the tropical rain forest island, greenest jungle, perfect natural and unique, this is the reason why we were here. We stay at Matahari Guesthouse, Kuta the beach not so nice so we just walk along and find the police station to get temporary drive licence, In Bali you can rent car or motorbike but should get drive licence or if you have international drive licence you can use it there, this trip we take motorbike around it was fun!

The period we went not best season sometimes rain if you like to travel in best season I recommend on September and October, anyway our period still great. First day we had lunch 3 pm at Ryth of Bali close Best Western Hotel Bali; We order Nasi Goreng – brown fried rice serve with vegetables, slice omelet, slice chilli and pork satay, the taste was so good (same as Thai taste) and reasonable price, Love!  Tonight we will go to count down and celebrate somewhere around 11 pm but I fell sleep when I woke up It’s 2 am already new year, I missed the special time again but still wanna hang night out we go to Sky Garden ; Bali’s biggest Disco, 5th floors each floor different style and full of drunker.

First day in 2012 we need adventure activities, in Bali have lots of adventures this time we choose basic adventure: Parasailing  (25$) you can see large view of the island up on there, try to look around quickly because you can up on only 5 -7 minutes and Snorkeling (25-30$) if you don’t like exciting activities it’s your choice under water you can see the coral reef, cartoon fish and stone carving , tourist like to parasailing in Sanur beach 40 minutes from Kuta but if you don’t want crowded tourist we recommended in Serangan Island very nice beach and staff so friendly if you like outdoor activities don’t forget to try it when you visit Bali.

Finished from adventure we go to see sunset at the famous Pura Luhur Uluwatu or Uluwatu temple is an architectural wonder in black coral rock, beautifully designed with spectacular views. This is a popular place to enjoy the sunset. Famous not only for its unique position, Uluwatu also boasts one of the oldest temples in Bali somebody called “monkey temple” you have to be careful your stuffs and stay away from monkeys, they are sometime aggressive and naughty. every day around 6 pm Kecak Dancing show facing us on open air theater with the circle stage, this is a highlight in Bali that you should see at least one dance, the showing inclusive fire and 40 men wearing black and white sarong, during the show time dancer will always shout out ” kecak kecak kecak” til the end of show take an hour – Fantastic traditional performance.

For tonight we found the new Balinese restaurant I assume no any tourist and guide books suggestion to this restaurant it’s “Malioboro” located on No.50 i-j Tuban Kuta, why I mention it because they’re all difference especially fried chicken ; you can eat it all even bones, crispy inner only one restaurant that I can find some spicy sauces, wonderful taste, it’s spectacular place for us. Tomorrow we need more adventure yes! Rafting before move to Ubud – the fascination city of Bali.

The 3rd day in Bali start with rafting at Telaga Waja River length 20 km. along the river encompass with the natural, waterfall, flora and various kinds of plants.

on the boat trip have 5 persons including helper ( helm) we must follow what he says for safety, between rafting sometimes strong tides sometimes smooth and the one highest level is 4 meters break my heart, friends on trip were scream ‘greedddd!’ 4 hours passed to the end of adventure that should be unforgettable moment of our life. Head to Ubud by van without air-con, I don’t know how long I sleep but when I wake up I’m at Ubud already.

In Ubud, we stay at Artini I Cottages It’s a small hotel of Artini Hotel Group located on Jl. Hanoman, Ubud first attraction when we step into the hotel, I feel like this is just my home, quietly, simply, green garden and perfect architectural, this is what I wanna see. Left stuffs in a lovely hotel and it’s time to survey – the building in Ubud totally different from Kuta, here most building have only one floor, small shop but plentiful with artistic, beautiful sarong, batik, wooden carvingม Buddha statue and colorful of fruits. I enjoy to spent lots of money for souvenir on Monkey Street (shopping street), not too expensive and you can still see bargain if you know how to ask discount you will get more.

if you visit Ubud, this restaurant is my suggestion. good food, nice restaurant

Our menu as nightfall, look good? not only look good but the taste awesome, this is Dirty Duck restaurant (Bebek Bengil) people say you have to dine here in Ubud, In the area you can see different decoration style of table set concordant with soft color down light, so private and romance.

Tomorrow (3rd January) we will go to Kintamani Volcano, drive so far from center of Ubud between the way to volcano the weather so cold, Kintamani is the destination for tourist it has erupted about 24 times since year 1800, some around Kintamani I see the black clay not sure it’s from lava or not, this is what I can describe  hehehe  we had lunch in big restaurant my favorite menu is Nasi Goreng, everywhere we order was good but not here. finish lunch and head to the mother temple of Besakih or Pura Besakih, the biggest temple that everyone should visit I couldn’t remember the history about this temple but one thing I think of..it’s huge, mysterious and attractive decorated, I had chance to do some Hindu ceremony by local guide, He say pray for good health and wealthy, he put rice on forehead, flowers on ears and say something –  be honest I don’t know anything but just try to pay respect their god like they did and that day had some ceremony to pray for god a thousand Balinese  came to this temple although raining but that’s not the point to stop them praying so I believe in the faithful in their god.

We had lost the way back to Ubud so couldn’t see Barong Dance in palace, Spa is the way to relaxing before dinner after spa we put the bottom at Cafe Wayan & Bakery – another Balinese restaurant that you should try, finish this night with happiness.

I fall in love you Ubud the sadly day to leave you happen on me but no worry I’ll come back to see you again soon.

This slideshow requires JavaScript.

Terimakasih!!!